ประวัติกีฬาว่ายน้ำสากลและไทย

กีฬาว่ายน้ำถือว่าเป็นกิจกรรมงานอดิเรกที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ เพราะการได้ออกกำลังกายในน้ำจะได้รับความเย็นสบายสดชื่น เหนื่อยน้อยกว่าการวิ่ง และเป็นที่รู้กันว่าสามารถบริหารร่างกายได้หลายส่วนพร้อมกัน

ที่มาของกีฬาว่ายน้ำนั้น กล่าวกันว่ามาจากการใช้ชีวิตของชาวกรีกและโรมันอยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน เช่น แม่น้ำไนล์ ทำให้ต้องฝึกว่ายน้ำการตั้งแต่อายุน้อย ๆ จนมีทักษะติดตัวที่ใช้ในการเอาตัวรอดและประกอบอาชีพต่าง ๆ ด้วย หากคุณสงสัยว่าเขาว่ายน้ำด้วยท่าทางอย่างไร มีการบันทึกเป็นหลักฐานไว้ว่าเป็นท่าว่ายน้ำที่เรียกว่า Human Stroke มีท่าทางการขยับตัวคล้ายกับการว่ายท่ากบ เน้นเพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว แต่ไม่เน้นความรวดเร็วและสวยงาม

ต่อมาหลายสิบปีจึงมีการจัดการแข่งขันว่ายน้ำครั้งแรกของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2416 ในประเทศอังกฤษ ที่เมืองลอนดอน โดยมีกติกากำหนดท่าว่ายน้ำในการแข่งขันสากล คือ การว่ายน้ำแบบฟรีสไตล์ โดยลักษณะท่าทาง คือ การยกแขนซ้ายขวาสลับกันเหนือน้ำ หรือที่เรียกว่าท่าว่ายน้ำแบบทรัดเจน Trudgen stroke

สำหรับคนไทยนั้น ก็มีการว่ายน้ำเป็นหนึ่งในทักษะการใช้ชีวิตเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยก่อนที่มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ มากมาย แต่การจัดการแข่งขันว่ายน้ำครั้งแรกในประเทศไทยนั้น เกิดภายหลังจากการที่กีฬาว่ายน้ำได้ถูกจัดเป็นหนึ่งในประเภทกีฬาสากลของโอลิมปิกเมื่อปี พ.ศ. 2436 อยู่หลายสิบปี

โดยมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสมาคมว่ายน้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และได้การจดเป็นทะเบียนภายใต้กรมตำรวจในปี พ.ศ. 2512 โดยผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมว่ายน้ำคนแรกของไทย คือ พลเรือโท สวัสดิ์ ภูติอนันต์

หลังจากนั้น ทางสมาคมฯ ก็ได้สมัครเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติในปี พ.ศ. 2540 ทำให้ดำเนินกิจการสนับสนุนกีฬาประเภทนี้เรื่อยมา และได้รับเงินงบประมาณเพื่อการสร้างสระว่ายน้ำมาตรฐาน ซึ่งใช้ในการแข่งขันกีฬาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2506 ด้วย และในภายหลัง สมาคมว่ายน้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทยอย่างในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2548 เพื่อดูแลการจัดกิจกรรมการแข่งขันว่ายน้ำ รวมถึงกระโดดน้ำ กีฬาโปโลน้ำ และระบำใต้น้ำเพื่อความสวยงามด้วย

การแข่งขันกีฬาว่ายน้ำในปัจจุบันมีท่ามาตรฐานอยู่ 4 ท่า คือ ท่าฟรีสไตล์ กรรเชียง ท่ากบและผีเสื้อ ซึ่งระยะทางว่ายน้ำสั้นที่สุดที่มีการแข่งขัน คือ ระยะ 50 เมตร เพื่อแข่งขันความเร็วของการว่ายฟรีสไตล์ และระยะไกลที่สุดคือ 1,500 เมตรโดยใช้ท่าฟรีสไตล์เช่นกัน

นอกจากการว่ายน้ำเพื่อการแข่งขันเอารางวัลแล้ว เทรนด์การออกกำลังกายในน้ำยังนิยมมากขึ้น เพราะถูกใช้เป็นกิจกรรมบำบัดออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคออฟฟิศซินโดรม หมอนรองกระดูกเสื่อม และโรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อต่าง ๆ รวมถึงช่วยฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุได้ด้วย

ประวัติและประโยชน์ของกีฬาว่ายน้ำที่ควรรู้

กีฬาว่ายน้ำ เป็นกีฬาสากลที่คนทั่วโลกนิยม อาจเรียกว่าเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งในการเอาตัวรอดก็ได้ เนื่องจากตั้งแต่อดีตมนุษย์มีการตั้งถิ่นฐานใกล้กับแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ฯลฯ โดยเฉพาะชาวอียิปต์ กรีก โรมัน ที่มีการหัดว่ายน้ำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากการจมน้ำและทำให้ประกอบอาชีพทางน้ำ เช่น จับปลา ดำน้ำ เดินเรือ ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมีการพบภาพวาดในถ้ำยุคโบราณ เป็นการว่ายน้ำคล้ายท่ากบ

ต่อมา ได้มีการพัฒนาท่าว่ายน้ำให้เป็นมาตรฐานสากล 4 ท่า คือ ฟรีสไตล์ กรรเชียง ผีเสื้อ และกบ สำหรับการแข่งขันกีฬาสากลทั้งในประเทศและนานาชาติจนถึงปัจจุบัน

ในแต่ละการแข่งขัน โดยทั่วไปจะมีการกำหนดว่าให้ใช้ท่าใดว่ายในระยะทางที่กำหนด ซึ่งผู้ที่ว่ายน้ำเข้าเส้นชัยได้ 3 คนแรก ก็จะได้รับเหรียญรางวัล (ทอง เงินและทองแดง ตามลำดับ) ที่นิยมมาก คือ การว่ายท่าฟรีสไตล์ 100 เมตร ซึ่งจะใช้เวลาน้อยที่สุด (ระยะทางของสระว่ายน้ำที่ยาวที่สุด คือ ความยาวสระมาตรฐาน 50 เมตรหมายถึง นักกีฬาจะต้องว่ายน้ำขาไปและกลับมาที่จุดเริ่มต้นนั่นเอง)

ถ้าเป็นการว่ายท่าผสม 4 คูณ 100 ก็คือนักกีฬา 4 คนสำหรับการว่ายน้ำแต่ละท่าทีมใดที่สามารถทำเวลาได้เร็วที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ

ด้านประโยชน์ของท่าว่ายน้ำแต่ละท่านั้น จะมีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ

1. ท่าฟรีสไตล์ จะทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว มีการสาวน้ำสลับซ้ายขวากัน (ผู้ที่ฝึกหัดจะเริ่มจากท่านี้ก่อนเป็นท่าแรก) ทำให้ช่วงแขนและลำตัวท่อนบนแข็งแรง

2. ท่าผีเสื้อ เป็นการว่ายน้ำคว่ำหน้าซึ่งใช้แรงในการว่ายมากที่สุด จึงใช้พลังงานในการเผาผลาญมากที่สุด จะมีการถ่ายน้ำหนักของร่างกายไปตามกล้ามเนื้อจากช่วงหน้าไปด้านหลังและด้านหลังไปด้านหน้าสลับกัน ต้องอาศัยเอวและสะโพกในการเคลื่อนตัวมาก คนที่ว่ายท่านี้ได้ จึงทำให้ได้ออกกำลังกายทั้งช่วงไหล่ อก ลำตัวหลัง และขา

3. ท่ากบ เป็นท่าที่เลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด ใช้มือพุ้ยน้ำและใช้เท้าถีบน้ำไปด้านข้างทั้งสองขา ทำให้ใช้กล้ามเนื้อช่วงขามากกว่าส่วนอื่น

4. ท่ากรรเชียง เป็นท่าว่ายนอนหงาย ใช้แขนสองข้างสลับซ้ายขวากันสาวน้ำ เพื่อเคลื่อนตัวไปด้านหน้า ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังกายในช่วงแขนและช่วงขาพร้อมกัน

กีฬาว่ายน้ำมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจและยังให้ประโยชน์ในการเผาผลาญพลังงาน กระตุ้นให้กล้ามเนื้อได้มีการขยับเขยื้อน ดีต่อสุขภาพร่างกาย หวังว่าบทความนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ทุกท่านใส่ใจการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น

ด้านประโยชน์ของท่าว่ายน้ำ

กีฬาว่ายน้ำ วิธีเล่น ทักษะในการเล่นกีฬาว่ายน้ำ

ถือว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง มีคนนิยมเล่นและยังมีการจัดแข่งขันทั้ง ระดับชาติ โอลิมปิกหรือตามสถานที่เล็กๆ อีกด้วย การว่ายน้ำดีต่อสุขภาพมาก ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดตัวได้ดี คนที่อยากสูงก็สามารถเล่นได้เช่นกัน เพราะกีฬาชนิดนี้ช่วยทำให้เราสูงได้ หากว่ายเป็นประจำ และไม่ควรว่ายตามแม่น้ำหรือคลองเพราะมันมีความอันตราย แนะนำถ้าอยากเล่นจริงๆ ควรหาสระตามฟิตเนส หรือหมู่บ้านดีกว่า หากเรามีวิชาว่ายน้ำติดตัวมันดีต่อตัวเราเองและคนอื่น ซึ่งหากเราพบเห็นคนกำลังจมน้ำเราสามารถช่วยเขาได้ และยังช่วยผ่อนคลายทำให้เราไม่เครียด มีความรู้สึกว่าสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

ท่าในการว่ายน้ำหลักๆมีอยู่ 4 ท่า ดังนี้

ท่าฟรีสไตล์ : เราสามารถว่ายอย่างไรก็ได้ตามสไตล์ของเรา คนส่วนมากมักเล่นท่าฟรีสไตล์คือว่ายแบบ เอามือว่ายไปข้างหน้าสลับกัน ซ้ายขวา

ท่ากบ : คือ ว่ายแบบคว่ำหน้า มือทั้งสองข้างต้องกวาดไปข้างหน้าพร้อมกันและเท้าต้องเตะไปข้างหลัง ข้อศอกต้องอยู่ใต้ผิวน้ำ

ท่ากรรเชียง : ว่ายแบบนอนหงาย แขนทั้งสองข้างสลับกัน ตัวต้องพุ่งไปข้างหน้า

ท่าผีเสื้อ : ว่ายแบบคว่ำหน้า แขนทั้งสองข้างต้องสาวน้ำไปและมือทั้งสองข้างต้องยกเหนือน้ำพร้อมกัน

ว่ายน้ำ กับทักษะกลั้นหายใจ

ทักษะในการเล่น เมื่ออยู่ใต้น้ำ

หายใจ : เป็นเรื่องสำคัญมาก การหายใจในน้ำ หากคุณไม่รู้จักทักษะการหายใจใต้น้ำ ทรงตัวและเคลื่อนไหวตัวใต้น้ำจะเป็นอันตรายต่อร่างกายคุณเป็นอย่างมาก

ควบคุมสติ : เมื่อตัวเราลงน้ำสิ่งแรกที่ควรทำเลยคือตั้งสติ หากคุณไม่มีสติในการว่ายน้ำอาจทำให้คุณเกิดความกลัวและความกังวลและทำให้ขั้นตอนว่ายน้ำนั้นไม่เป็นไปตามขั้นตอน

ห้ามเกร็ง : สิ่งที่ไม่ควรทำเลยคือ เกร็งตัวในน้ำ เพราะมันจะทำให้คุณเป็นตะคิวและจมน้ำได้ ถือว่าอันตรายมาก หากรู้ว่าเมื่อลงน้ำแล้วเกร็งก็ไม่ควรลงเป็นเด็ดขาด

ลอยตัวบนน้ำ : เมื่อเริ่มลงสระควรจะลงไปฝึกลอยตัวบนน้ำเพื่อผ่อนคลาย คลายความเครียดและความกลัว ให้รู้สึกสบายตัว ถึงจะเริ่มทำเป็นท่าได้

วางท่าในน้ำ : เมื่อคุณเริ่มว่ายน้ำ ก็ควรจะตั้งหลักการวางท่าใต้น้ำให้ดีเสียก่อน อย่าเกร็ง ค่อยๆทำ เมื่อจัดท่าในน้ำเสร็จแล้วก็ลองเริ่มเตะขาใต้น้ำเพื่อไม่ให้ตัวจม