กีฬาซีเกมส์ 2019 มีอะไรน่าสนใจ

การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ปี 2019 จะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ปลายปีนี้ ในวันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นับเป็นการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 30 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะมีนักกีฬาลงแข่งขันจาก 11 ประเทศ จำนวน 8,750 คน ร่วมชิงชัยคว้าเหรียญรางวัลแห่งเกียรติยศ

ในการแข่งขันครั้งนี้ มีความพิเศษต่างจากกีฬาซีเกมส์ทุกครั้งที่ผ่านมา คือ จะมีการบรรจุเกมส์อีสปอร์ตให้เป็นกีฬาประเภทใหม่ ซึ่งคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศฟิลิปปินส์และประธานจัดแข่งขันซีเกมส์ ปี 2019 ได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา (จึงเป็นการยืนยันได้ว่าการเล่นเกมส์เป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเฉพาะบุคคลอีกต่อไป)

โดยทางสมาพันธ์กีฬาอีสปอร์ตชั้นนำแห่งเอเชียหรือ Asian Electronic Sports Federation ได้ประกาศว่าอีสปอร์ตในซีเกมส์ครั้งที่ 30 นี้ จะมีการชิงชัยถึง 6 เหรียญทองจาก 3 ประเภทเกมส์ คือ

(1) เกมส์ Console หมายถึงเกมส์ที่ต้องใช้เครื่องเล่นเสริม แล้วแสดงภาพผ่านบนหน้าจอโทรทัศน์ เช่น เครื่อง PlayStation 2

(2) เกมส์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ

(3) เกมมือถือ เช่น เกมส์ Bang Bang

ในส่วนของการแข่งขันกีฬาประเภทอื่น ๆ ประธานอำนวยการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ประกาศว่าจะมีการจัดอย่างน้อย 30 กีฬา แม้จะไม่มีกีฬาบางชนิดที่คนไทยคุ้นเคยหรือมีความหวังลุ้นเหรียญทอง ได้แก่ เทนนิส ปิงปอง และเปตอง แต่ก็ยังมีอีกหลายประเภทที่น่าสนใจให้ติดตาม เช่น กรีฑา ว่ายน้ำ กระโดดน้ำ ยิงธนู แบดมินตัน บาสเกตบอล ฟันดาบ football ยกน้ำหนัก มวย เทควันโด ฯลฯ

โดยเฉพาะ กีฬาที่เราไม่คุ้นเคย สำหรับการแข่งขันในซีเกมส์มาก่อน ก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเช่นกัน ได้แก่

– อานิส ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติฟิลิปปินส์ โดยสู้กันตัวต่อตัวด้วยอาวุธที่ทำจากไม้หวาย

-วูซู กีฬาการต่อสู้แบบชาวจีน มีการจู่โจมและปะทะคู่ต่อสู้แบบตัวต่อตัวด้วยแขน ขา ศอก เข่า

-ยูยิตสู เป็นเทคนิคการป้องกันตัวแบบชาวญี่ปุ่น คล้ายกับเทควันโด ยูโดและมวยปล้ำ

-คูราช เป็นกีฬาพื้นบ้านของประเทศอุซเบกิสถาน เป็นศิลปะการต่อสู้ ตัวต่อตัว ผสมผสานระหว่างมวยปล้ำและยูโด

ทั้งนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์มาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนหน้านี้ คือ ในปี 1981 ปี 1991 และปี 2005 ซึ่งการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 4 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ห่างจากครั้งที่ 3 ถึง 14 ปีเลยทีเดียว จึงเป็นที่จับตามองของหลายประเทศ ทั้งในด้านความพร้อม งบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีถ่ายทอดการแข่งขัน และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของนักกีฬา ฯลฯ

เชื่อว่า ในซีเกมส์ 2019 ทุกท่านจะได้รับความบันเทิงและได้รับความรู้มากมายจากการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภททั้งแบบดั้งเดิมและกีฬาใหม่ ๆ ซึ่งจะมีความคืบหน้าอย่างไร ต้องไม่พลาดติดตามข่าวสารทางกีฬาตลอดปี 2019 นี้ด้วย

กีฬาซีเกมส์ 2019 มีอะไรสนใจ

อยากลงสนามไตรกีฬา ต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร

ไตรกีฬาเป็นหนึ่งประเภทกีฬาที่ท้าทายความสามารถของคนรักสุขภาพและคนที่มองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในชีวิต ซึ่งกว่าจะมาเป็นนักไตรกีฬาได้นั้น จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ (ยังไม่นับเรื่องของอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ)

ซึ่งในวันนี้ เราจะขอนำเสนอในส่วนของการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย เพื่อผู้ที่เริ่มสนใจในกีฬานี้จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการฝึกซ้อมได้

อยากลงสนามไตรกีฬา ต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ว่ายน้ำ

เนื่องจากไตรกีฬามีอยู่หลายระยะทางการแข่งขัน และเป็นการรวมความแกร่งความสามารถของสามชนิดกีฬา คือ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่อยากลองลงสนามไตรกีฬาก็ควรเริ่มจากระยะแบบเบื้องต้น คือ ระยะ sprint โดยจะเป็นการว่ายน้ำในทะเลเปิดเป็นระยะทางไปกลับ คือ 750 เมตร ปั่นจักรยานที่ระยะ 20 กิโลเมตร และปิดท้ายที่การวิ่งเบา ๆ แบบฟันรัน (Fun run) 5 กิโลเมตร

เมื่อรู้แล้วว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้างในสนามจริง ก็มาสู่การจัดตารางการซ้อม โดยควรมีทักษะพื้นฐานในกีฬาทั้ง 3 ชนิดนี้ และเป็นผู้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว จึงจะสามารถฟิตร่างกายได้ทันภายในเวลาสั้น ๆ คือ ราว 3 เดือน โดยให้เน้นหลักการว่าต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมขั้นต่ำ คือ 3 วันในแต่ละสัปดาห์ แต่ถ้าให้ดีที่สุด คือ การกำหนดซ้อม 6 วันทุกสัปดาห์ คือ มีการหยุดซ้อมเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายเพียง 1 วันในแต่ละสัปดาห์เท่านั้น ตัวอย่างวิธีการกำหนดตารางการซ้อม ดังนี้

วันแรกของสัปดาห์ ให้ว่ายน้ำต่อเนื่องยาว 30 นาที โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของเวลาที่ใช้มากนัก เนื่องจากต้องใส่ใจที่การจัดระเบียบร่างกาย ความถูกต้องของเทคนิคการหายใจ และการจัดท่าทางที่เหมาะสม เพราะย่อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการว่ายน้ำระยะไกลท่ามกลางกระแสคลื่นลมในท้องทะเลจริง

วันที่สอง เน้นเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นหลัก โดยต้องซ้อมวิ่งแบบเน้นความเร็ว หรือที่เรียกว่าวิ่ง sprint หรืออาจอาศัยการวิ่งขึ้นลงบันไดหลาย ๆ ชั้นแทน โดยให้วิ่งช้าและเร็วสลับกันอย่างเป็นระบบ เช่น วิ่งด้วย ความเร็วเพซ 7 ถึง 8 (หมายถึงการวิ่งระยะทางหนึ่งกิโลเมตรในเวลา 7 – 8 นาที) แล้วเพิ่มความเร็วเป็นเพช 3 – 5 ราวหนึ่งนาที วนเช่นนี้ห้าถึงสิบรอบ เป็นต้น

วันที่สาม ให้เพิ่มความเร็วในการว่ายน้ำจากวันแรกและปรับเวลาซ้อมเพิ่มเป็น 45 นาที เพื่อเน้นการเพิ่มความจุของปริมาตรปอด เป็นการสร้างความแกร่งในระบบการหายใจ

วันที่สี่ เป็นการซ้อมปั่นจักรยานอย่างน้อย 45 นาที แล้วตามด้วยการวิ่งต่อเนื่องอีก 20 – 30 นาที เรียกได้ว่าไม่มีการหยุดพักเพื่อให้ร่างกายได้ฝึกสร้างความทนทานต่อกรดแลคติค ซึ่งเป็นของเสียตามธรรมชาติจากระบบเผาผลาญในระหว่างออกกำลังกาย

สำหรับวันที่ห้า ให้กำหนดเป็นวันพักและยืดคลายกล้ามเนื้อก่อนจะทำการซ้อมต่อในวันที่หกและเจ็ดแบบ combo คือ เป็นการผสมทุกกีฬาเข้าในการซ้อมรวดเดียว หรือเน้นที่กีฬาใดเป็นระยะเวลายาวนานและเร็วขึ้นจากการซ้อมปกติ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ากว่าจะเป็นนักไตรกีฬาได้ต้องมีวินัยและกำหนดเป้าหมายของตัวเองให้ชัด ทั้งนี้ต้องสะสมความแข็งแกร่งทั้งทางกายและจิตใจเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการแข่งขันด้วย